วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ และวิธีจัดการกับความเครียด


ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary resuscitation : CPR)
                                             
             หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) ได้แก่ การผายปอด และการนวดหัวใจภายนอก
ภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น
             ภาวะหยุดหายใจ (respiratory arrest) และภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) - เป็นภาวะที่มีการหยุดการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนเลือด ส่วนมากมักจะพบว่ามีการหยุดหายใจก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง จะทำให้เสียชีวิตได้
สาเหตุของการหยุดหายใจ
1.             ทางเดินหายใจอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การแขวนคอ การถูกบีบรัดคอ การรัดคอ เป็นต้น ในเด็กเล็กสาเหตุจากการหยุดหายใจที่พบได้มากที่สุดคือ การสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าหลอดลม เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เมล็ดถั่ว เป็นต้น
2.             มีการสูดดมสารพิษ แก็สพิษ ควันพิษ
3.             การถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูด
4.             การจมน้ำ
5.             การบาดเจ็บที่ทรวงอก ทำให้ทางเดินหายใจได้รับอันตรายและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ
6.             โรคระบบประสาท เช่น บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต
7.             การได้รับสารพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน ต่อยบริเวณคอ หน้า ทำให้มีการบวมของเนื้อเยื่อของทางเดินหายใจและหลอดลมมีการหดเกร็ง
8.             การได้รับยากดศูนย์ควบคุมการหายใจ เช่น มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน บาร์บิทูเรต ฯลฯ
9.             โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน
10.      มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และมีภาวะหายใจวายจากสาเหตุต่างๆ
 สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น
1.             หัวใจวายจากโรคหัวใจ จากการออกกำลังกายมากเกินปกติ หรือตกใจหรือเสียใจกระทันหัน
2.             มีภาวะช็อคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน จากการสูญเสียเลือดมาก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ
3.             ทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
4.             การได้รับยาเกินขนาดหรือการแพ้
 ข้อบ่งชี้ในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
1.             ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจ โดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร
2.             ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟื้นคืนชีพทันทีจะช่วยป้องกันการเกิด biological death คือ เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน
ระยะเวลาของการเกิด biological death หลังจาก clinical death ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4-6 นาที หลังเกิด clinical death ดังนั้นการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพจึงควรทำภายใน นาที 
ลำดับขั้นในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขั้นพื้นฐานประกอบด้วย ขั้นตอนใหญ่สำคัญ คือ A B C ซึ่งต้องทำตามลำดับคือ
หลักการ A B C ของการช่วยชีวิต
1. A : Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติการขั้นแรก ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะเนื่องจากโคนลิ้นและกล่องเสียงมีการตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ป่วยที่หมดสติ ดังนั้นจึงต้องมีการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยการดัดคางขึ้นร่วมกับการกดหน้าผากให้หน้าแหงนเรียกว่า "head tilt chin lift"
                                            ทางเดินหายใจที่เปิดและปิด 
                                               ภาพที่ ทางเดินหายใจที่เปิดและปิด

                                            
 head tilt chin lift 
                                                  ภาพที่ head tilt chin lift 
ในกรณีที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอหัก หรือในรายที่สงสัย ควรใช้วิธี "jaw thrust maneuver" โดยการดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้นไปข้างบน ผู้ช่วยเหลืออยู่เหนือศีรษะผู้ป่วย
                                               
 jaw thrust maneuver 
                                                 ภาพที่ jaw thrust maneuver
2. B : Breathing คือ การช่วยหายใจ เนื่องจากการหายใจหยุด ร่างกายจะมีออกซิเจนคงอยู่ในปอดและกระแสเลือด แต่ไม่มีสำรองไว้ใช้ดังนั้น เมื่อหยุดหายใจ จึงต้องช่วยหายใจ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดผู้ป่วยได้ ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้นมีออกซิเจนประมาณ 16-17 % ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในร่างกาย สามารถทำได้หลายวิธี คือ ด้วยการเป่าปาก (mouth to mouth) เป่าจมูก (mouth to nose) และวิธีการกดหลังยกแขนของโฮลเกอร์ - นิลสัน (back pressure arm lift or Holger - Nielson method) ทำได้ดังนี้
        2.1 กรณีเป่าปาก บีบจมูกของผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซัก 2-3 ครั้ง หายใจ เข้าเต็มที่แล้วประกบปากให้แนบสนิทกับปากของผู้ป่วย แล้วเป่าลมหายใจเข้าไปในปอดให้เต็มที่
                                             Mouth to Mouth 
                                       ภาพที่ การผายปอดด้วยวิธี Mouth to Mouth


        2.2 กรณีเป่าจมูก ใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บในปาก หรือในเด็กเล็ก ต้องปิดปากของผู้ป่วยก่อน และเป่าลมหายใจเข้าทางจมูกแทน
                                            
 Mouth to Nose 
                                      ภาพที่ การผายปอดด้วยวิธี Mouth to Nose           ขณะที่เป่าให้เหลือบมองยอดอกของผู้รับบริการด้วยว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ การเป่าลมหายใจของผู้ช่วยเหลือผ่านทางปากหรือจมูก จะต้องทำอย่างช้าๆ ปล่อยปากหรือผู้ช่วยเหลือออกจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจออก ให้ ผายปอด ครั้ง ๆ ละ 1-1.5 วินาที (แต่ละครั้งได้ออกซิเจน 16 %) อัตราเร็วในการเป่า คือ 12 -15 ครั้ง / นาที ใกล้เคียงกับการหายใจปกติ
3. C : Circulation คือการนวดหัวใจภายนอก ทำในรายที่ประเมินภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยการจับชีพที่ carotid artery แล้วไม่พบว่ามีการเต้นของชีพจร ก็จะช่วยให้มีการไหลเวียนของเลือดโดยการกดนวดหัวใจภายนอก (cardiac massage) โดยมีหลักการคือ กดให้กระดูกหน้าอก (sternum) ลงไปชิดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้หัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอัน ถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ
วิธีนวดหัวใจ
1. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ บนพื้นแข็ง ถ้าพื้นอ่อนนุ่มให้สอดไม้กระดานแข็งใต้ลำตัว
2. วัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของผู้ป่วยขึ้นไป จนถึง ปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว และใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก
3. ผู้ช่วยเหลือยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสองและลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของผู้เจ็บป่วยในผู้ใหญ่และเด็กโต กดลงไปลึกประมาณ 1.5 - 2 นิ้ว ให้กดลงไปในแนวดิ่ง และอย่ากระแทก
4. ผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่ผ่อนมือไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูง มือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อย่ายกมือออกจากหน้าอก จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ ทำให้มีการไหลเวียนเลือด
5. การกดนวดหัวใจจะนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล
                                แสดงการวัดตำแหน่ง และการกดนวดหัวใจภายนอก   แสดงการวัดตำแหน่ง และการกดนวดหัวใจภายนอก 
                                
 แสดงการวัดตำแหน่ง และการกดนวดหัวใจภายนอก   แสดงการวัดตำแหน่ง และการกดนวดหัวใจภายนอก 
                                      ภาพที่ แสดงการวัดตำแหน่ง และการกดนวดหัวใจภายนอก

การปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น
1. เมื่อพบคนนอนอยู่ คล้ายหมดสติ ต้องลองตรวจดูว่าหมดสติจริงหรือไม่ โดยการเรียกและเขย่าตัว เขย่าหรือตบที่ไหล่ ถ้าหมดสติจะไม่มีการโต้ตอบ หรือมีเสียงคราง หรือมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย
                                     
 ตรวจสอบการหมดสติ 
                                                     ภาพที่ 8 ตรวจสอบการหมดสติ 
2. ประเมินการหายใจโดยการทำ look listen and feel
   - look คือ ดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ หายใจหรือไม่
   - listen คือ ฟังเสียงลมหายใจ โดยเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปากของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่
   - feel คือ สัมผัส โดยการใช้แก้มของผู้ช่วยเหลือสัมผัสกับความรู้สึกว่ามีลมหายใจที่ผ่านออกจากปากหรือจมูก อาจใช้สำลีหรือวัสดุบางเบาจ่อบริเวณจมูก
                                     
 แสดงการทำ  look  listen and feel 
                                          ภาพที่ 9แสดงการทำ look listen and feel 
3. ถ้าพบว่าไม่หายใจให้เรียกขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พร้อมทั้งจัดท่านอนหงายราบบนพื้นแข็ง เริ่มขั้นตอนการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ 
        ขั้นตอนที่ 
Airway โดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยวิธี head tilt chin lift หรือ jaw thrust maneuver (ถ้ามีการหักของกระดูกสันหลังส่วนคอ)
4. ทดสอบการหายใจโดยการทำ look listen and feel อีกครั้งหนึ่งถ้ายังไม่หายใจ ให้ทำขั้นตอนต่อไปคือ         
        ขั้นตอนที่ 2 
Breathing คือ เป่าลมหายใจ ครั้ง
5. ทดสอบว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ด้วยการจับชีพจร ถ้าไม่มีการเต้นของหัวใจ เป่าปากอีก ครั้ง แล้วทำ cardiac massage ด้วยอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที โดยการนับ และและ และ………จนถึง 30 ครั้ง
6. ทำสลับกันอย่างนี้ ไปจนครบ รอบ (นาที) จึงประเมินการหายใจและการเต้นของชีพจร และประเมินอีก ทุก นาที
7. ถ้ามีผู้ช่วยเหลือมาช่วยอีก ให้แบ่งการทำหน้าที่กัน เช่น ผู้ช่วยเหลือคนที่ ผายปอด ผู้ช่วยเหลือคนที่ กดนวดหัวใจ ถ้าผู้ช่วยเหลือแต่ละคนอาจเหนื่อยและต้องการเปลี่ยนหน้าที่กัน โดยการตะโกนว่า "เปลี่ยน" ก็จะสลับหน้าที่กัน
                                     
 การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ 2 คน  
                                            ภาพที่ 10 การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ คน 

8. ให้ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีบุคลากรนำอุปกรณ์มาช่วยเหลือเพิ่มเติม และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
การจัดท่าผู้ป่วยหลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
      หลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ จนกระทั่งผู้ป่วยมีชีพจรและหายใจได้เองแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ หรือพบผู้ป่วยหมดสติ แต่ยังมีชีพจรและหายใจอยู่ ควรจัดให้อยู่ในท่าพักฟื้น (recovery position) ซึ่งท่านี้จะช่วยป้องกันลิ้นตกไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ช่วยให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกจากปากได้ ทำให้ปลอดภัยจากการสูดสำลัก การจัดท่าทำได้ดังนี้
       1. นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ผู้ป่วย ทำ head tilt chin lift เหยียดขาผู้ป่วยให้ตรง จับแขนด้านใกล้ตัวงอและหงายมือขึ้นดังภาพ

                                   
 การจับแขนด้านใกล้ตัว  
                                                     ภาพที่ 11 การจับแขนด้านใกล้ตัว
       2. จับแขนด้านไกลตัวข้ามหน้าอกมาวางมือไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง

                                    
 การจับแขนด้านไกลตัว 
                                                  ภาพที่ 12 การจับแขนด้านไกลตัว


       3. ใช้แขนอีกข้างหนึ่งจับขาไว้ ดึงพลิกตัวผู้ป่วยให้เข่างอข้ามตัวมาด้านที่ผู้ปฏิบัติอยู่ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าตะแคง 

                                     
 การจับดึงให้พลิกตัว 
                                                        ภาพที่ 13 การจับดึงให้พลิกตัว 
       4. จับศีรษะแหงนเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ปรับมือให้อยู่ใต้แก้ม และจัดขาให้งอเล็กน้อย
อันตรายของการทำ CPR ไม่ถูกวิธี
         1. วางมือผิดตำแหน่ง ทำให้ซี่โครงหัก , xiphoid หัก กระดูกที่หักทิ่มโดนอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ม้าม เกิดการตกเลือดถึงตายได้ 
         2. การกดด้วยอัตราเร็วเกินไป เบาไป ถอนแรงหลังกดไม่หมด ทำให้ปริมาณเลือดไปถึงอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้น้อย ทำให้ขาดออกซิเจน
         3. การกดแรงและเร็วมากเกินไป ทำให้กระดูกหน้าอกกระดอนขึ้น ลงอย่างรวดเร็ว หัวใจช้ำเลือดหรือกระดูกหักได้
         4. การกดหน้าอกลึกเกินไป ทำให้หัวใจชอกช้ำได้
         5. การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มที่ เป่าลมมากเกินไป ทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหาร เกิดท้องอืด อาเจียน ลมเข้าปอดไม่สะดวก ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ถ้ามีอาการอาเจียนเกิดขึ้นก่อน หรือ ระหว่างการทำ CPR ต้องล้วงเอาเศษอาหารออกก่อน มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุของ การอุดตันของทางเดินหายใจ (airway obstruction) การช่วยหายใจไม่ได้ผล เกิดการขาดออกซิเจน ถ้ามีอาการท้องอืดขึ้น ระหว่างการทำ CPR ให้จัดท่าเปิดทางเดินหายใจใหม่ และช่วยการหายใจด้วยปริมาณลมที่ไม่มากเกินไป


การปฐมพยาบาลผู้ป่วย จมน้ำ (Drowning)
จมน้ำ (Drowning) หมายถึง การตายเนื่องจากการสำลักน้ำที่จมเข้าไปในปอดทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
ข้อพึงระวัง
·         ส่วนใหญ่ผู้ที่จมน้ำมักจะจมในบริเวณที่ยังสามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยไม่ห่างออกไปมากนัก การรีบให้ความช่วยเหลือจะสามารถช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้
·         คนที่กำลังจมน้ำโดยปกติมักจะไม่สามารถตะโกนขอความช่วยเหลือได้ ดังนั้นให้หูตาไวสักนิดหนึ่งครับ คอยเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
·         ถ้าพบเห็นผู้ที่กำลังอยู่ในน้ำโดยที่สวมเสื้อผ้าครบ ให้สงสัยไว้ก่อนครับว่าจะเป็นอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในน้ำ เพราะว่าถ้าเล่นน้ำโดยที่สวมเสื้อผ้าครบ จะหนัก และเคลื่อนไหวลำบากระหว่างที่อยู่ในน้ำ
·         เด็กเล็กๆสามารถจมน้ำได้แม้มีความสูงของน้ำเพียงแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น อย่าทิ้งเด็กไว้ในอ่างอาบน้ำ หรือทิ้งเด็กไว้ข้างกาละมังน้ำ เพราะเด็กสามารถจมน้ำได้เพียงแค่หัวเด็กจุ่มลงไปในน้ำเท่านั้น
·         ถ้าจมในน้ำเย็นจัด ก็อาจจะสามารถช่วยฟื้นคืนชีวิตได้ครับ แม้เวลาผ่านไปนาน
สาเหตุ
·         ทิ้งเด็กไว้โดยไม่มีผู้ดูแล ในอ่างอาบน้ำ หรือสระน้ำ อย่าลืมว่าแค่เด็กเอาศีรษะคว่ำหน้าลงไปในน้ำก็จมน้ำได้แล้วครับ แม้มีความสูงของระดับน้ำเพียงแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น
·         ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล ระหว่างที่กำลังอยู่ในเรือ หรือว่ายน้ำ
·         ว่ายน้ำไม่เป็น
·         ชักระหว่างที่อยู่ขอบสระ หรืออยู่ในน้ำ
·         พยายามฆ่าตัวตาย
·         อุบัติเหตุพลัดตกลงไปในน้ำ
อาการหลังจากที่จมน้ำ
      โดยทั่วไป เมื่อนำผู้จมน้ำขึ้นมาจากน้ำ มักจะพบว่ามีฟองน้ำลายรอบบริเวณริมฝีปากและรูจมูก หายใจช้าลง ชีพจรเบาคลำไม่ชัดเจน ซีด หมดสติ ท้องอืด ผิวหนังเขียว ซีด โดยเฉพาะริมฝีปาก และปลายมือปลายเท้า สับสน ไอ เสมหะเป็นฟอง คล้ายมีเลือดปน ไม่หายใจ กระสับกระส่าย สับสน ซึม
การช่วยเหลือผู้จมน้ำ ขณะจมให้เข้าฝั่ง
1. กรณีได้รับการฝึกสอนจนชำนาญ
     วิธีที่ 1 ใช้วิธีดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก
          วิธีการนี้ผู้ช่วยเหลือต้องเข้าด้านหลังผู้จมน้ำ ใช้มือข้างหนึ่งพาดบ่าไหล่ด้านหลังไขว้ทะแยงหน้าอก จับข้างลำตัวด้านตรงข้ามผู้จมน้ำ มืออีกข้างใช้ว่ายเข้าหาฝั่ง ในขณะที่พยุงตัวผู้จมน้ำเข้าหาฝั่งต้องให้ใบหน้า โดยเฉพาะปากและจมูกผู้จมน้ำอยู่พ้นเหนือผิวน้ำ
                                                             
 วิธีดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก  
                                                    วิธีดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก 
    วิธีที่ 2 วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง
          วิธีนี้ผู้ช่วยเหลือเข้าทางด้านหลังของผู้จมน้ำ ใช้มือทั้ง ข้าง จับขากรรไกรทั้ง ข้างของผู้จมน้ำ แล้วใช้เท้าตีน้ำช่วยพยุงเข้าหาฝั่ง และพยายามให้ใบหน้าของผู้จมน้ำลอยเหนือผิวน้ำ

วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง


                                                          วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง
     วิธีที่ 3 วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับผม
          ผู้ช่วยเหลือเข้าด้านหลังผู้จมน้ำ ใช้มือข้างหนึ่งจับผมผู้จมน้ำไว้ให้แน่น แล้วใช้มืออีกข้างว่ายพยุงตัวเข้า

วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับผม

หาฝั่ง โดยที่ปากและจมูกผู้จมน้ำลอยเหนือผิวน้ำ วิธีเหมาะสำหรับผู้ที่ดิ้นมาก หรือ พยายามกอดรัดผู้ช่วยเหลือ
                                                          วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับผม
3.             กรณีไม่ได้รับการฝึกสอนจนชำนาญ แต่ประสบเจอผู้ประสบภัย

ถ้าคนที่จมน้ำอยู่ใกล้และพื้นที่น้ำลึก ให้ใช้อุปกรณ์ช่วย โดยที่คุณอยู่ในที่ๆยืนอยู่ได้มั่นคง
 เจอคนจมน้ำใกล้ฝั่งให้หาอุปกรณ์ช่วย

ถ้าคนที่จมน้ำอยู่ใกลและพื้นที่น้ำลึก โดยอาจเป็นอันตรายหากผู้ช่วยเหลือจะลงไปช่วย หรือ ผู้ประสบภัยอยู่ห่างจากฝั่งมาก ให้ใช้อุปกรณ์ช่วย โดยที่คุณอยู่ในที่ๆยืนอยู่ได้มั่นคง
เจอคนจมน้ำใกลฝั่งให้หาอุปกรณ์ช่วย
การใช้ไม้กระดานรองรับตัวการรัดตัวก่อนยกขึ้นจากน้ำ

การปฐมพยาบาล
     1. รีบตรวจสอบการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีการหายใจหรือหัวใจไม่เต้น ให้ช่วยหายใจและกระตุ้นการเต้นของหัวใจภายนอก (
CPRรายละเอียดจะกล่าวในบทต่อไป
     2. ไม่ควรเสียเวลากับการพยายามเอาน้ำออกจากปอดหรือกระเพาะอาหารในระหว่าง 
CPR อาจจะจัดให้ผู้จมน้ำนอนในท่าศีรษะต่ำ ประมาณ 15 องศา ปลายเท้าสูงเล็กน้อย
          2.1 กรณีมีน้ำในกระเพาะมาก ทำให้ลำบากในการ 
CPR อาจต้องเอาน้ำออกจากกระเพาะ โดยจัดให้นอนตะแคงตัว แล้วกดท้องให้ดันมาทางด้านยอดอก น้ำก็จะออกจากกระเพาะอาหาร
          2.2 ถ้าต้องการเอาน้ำออกจากปอด อาจจัดให้นอนคว่ำตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ก้มตัวลงใช้มือทั้ง ข้างจับบริเวณชายโครงทั้งสองข้างของผู้จมน้ำยกขึ้นและลง น้ำจะออกจากปากและจมูก แต่ก็ไม่ควรเสียเวลากับสิ่งดังกล่าวมากนัก
     3. กรณีผู้จมน้ำมีประวัติการจมน้ำเนื่องจากการกระโดดน้ำ หรือ เล่นกระดานโต้คลื่น การช่วยเหลือต้องระวังเรื่องกระดูกหัก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายผู้จมน้ำ โดยเมื่อนำผู้จมน้ำถึงน้ำตื้นพอที่ผู้ช่วยเหลือจะยืนได้สะดวกแล้ว ให้ใช้ไม้กระดานแข็งสอดใต้น้ำรองรับตัวผู้จมน้ำ ใช้ผ้ารัดตัวผู้จมน้ำให้ติดกับไม้ไว้
     4. ให้ความอบอุ่นกับร่างกายผู้จมน้ำโดยใช้ผ้าคลุมตัวไว้
     5. นำส่งโรงพยาบาลในกรณีอาการไม่ดี
ก. การใช้ไม้กระดานรองรับตัว                                        ข. การรัดตัวก่อนยกขึ้นจากน้ำ
ข้อควรจำ
·         อย่าพยายามว่ายน้ำเพื่อเข้าไปช่วยผู้ป่วย อีกครั้งครับ ผมไม่อยากเห็นคุณจมน้ำไปอีกคน อย่าคิดว่าตนเองว่ายน้ำแข็ง ผมเห็นมาหลายรายแล้วครับ ไปช่วยแล้วจมน้ำไปอีกคน ยกเว้นคุณจะถูกฝึกเพื่อช่วยผู้ป่วยจมน้ำ
·         อย่าเข้าไปในบริเวณน้ำที่เชี่ยวกราก เพราะอาจเป็นอันตรายกับคุณ
·         อย่าพยายามเอาน้ำออก ไม่มีประโยชน์ครับ เสียเวลา เสียโอกาสผู้ป่วย
การป้องกัน
·         อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลระหว่างว่ายน้ำหรืออยู่บนเรือ
·         อ่านกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยว และปฎิบัติตามโดยเคร่งครัด
·         ฝึกว่ายน้ำครับ
·         อย่าให้เด็กว่ายน้ำคนเดียว โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล
·         อย่าให้เด็กอยู่ใกล้แหล่งน้ำคนเดียว และอย่าให้เด็กนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นเพียงใดก็ตาม
·         ทำรั้วรอบ สระว่ายน้ำ สปา ล็อคประตูด้านนอกด้วยครับ เพื่อป้องกันเด็กไม่ให้เข้าไป
·         ถ้าเด็กหายไป ก่อนอื่นให้ไปดูที่สระที่ใกล้ที่สุดครับ
·         ถ้าคุณเป็นโรคลมชัก ให้อยู่ห่างจากขอบสระให้มากที่สุดและอย่าลงไปเล่นน้ำ

                         
            ขอย้ำอีกครั้งครับ อย่าปล่อยให้เด็กเล่นน้ำในอ่างคนเดียว เพราะเพียงแค่เด็กคว่ำหน้าลงไปในอ่าง ก็จมน้ำได้แล้ว


การช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุจากการสำลักควันไฟ

สาเหตุ 
การสำลักควันไฟสามารถเกิดขึ้นได้จากกรณีเพลิงไหม้ และติดอยู่ในสถานที่เกิดเพลิงไหม้นั้น ซึ่งสูดควันเข้าทั้งทางจมูกและปากจึงทำให้ได้รับควันจำนวนมากเข้าสู่ปอด
อาการ 
อาการสำคัญเมื่อสูดควันเข้าสู่ปอดเป็นจำนวนมาก คือสำลัก ไอ และหายใจไม่ออก ทำให้ร่ายกาขาดก๊าซออกซิเจนส่งผลให้เป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่า คนที่ติดอยู่ในบ้านหรือสถานที่เกิดเพลิงไหม้จะเสียชีวิตก่อนถูกไฟคลอก เนื่องจากขาดก๊อซออกซิเจนเพราะสูดควันเข้าไปมากกว่าปกติ ยิ่งถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตวัสดุจำพวกสารพิษ สารเคมี และพลาสติก เมื่อสารเหล่านี้ถูกเผาไหม้จะเกิดไอระเหยของสารพิษปนมากับควันไฟ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งรวมตัวกับเฮโมโกลบินได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจนจึงทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ถ้าสูดดมเข้าไปก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินทางเดินหายใจได้รุนแรง
การช่วยฟื้นคืนชีพ
             1) รีบให้การช่วยเหลือโดยพาผู้ประสบอุบัติเหตุออกจากกลุ่มควันนั้นโดยเร็ว ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตนเองด้วย จึงควรหาวัสดุห้องกันอันตรายก่อน เช่น เสื้อกันไฟ ถุงมือกันไฟ ผ้าหรือหน้ากากป้องกันควัน เป็นต้น
             2) หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุออกมาจากควันไฟได้แล้ว ให้ตรวจสอบการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ปฏิบัติการช่วยหายใจเพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจนในปอด และคลำชีพจรบริเวณคอ ถ้าคลำชีพจรไม่พบ แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจทันที
             3) ให้การรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่สามารถทำได้โดยปลอดภัย เช่นมีบาดแผลเลือดออกควรห้ามเลือด หรือกรณีอื่นๆ ตามความเหมาะสม
             4) รีบนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งสถานพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลรักษาโดยเร็ว
 

การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุการถูกไฟฟ้าดูด
สาเหต
ในวันหนึ่งๆ การดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบันต้องอาศัยไฟฟ้า โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้ไม่ระมัดระวัง หรือไม่รู้วิธีการใช้ที่ถูกต้อง อาจถูกไฟฟ้าดูดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อาการ 
คนที่ถูกไฟฟ้าดูดจะมีอาการรุนแรงแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ถ้าผิวหนังแห้งจะทำให้มีแรงต้านทานไฟฟ้ามากกว่าผิวหน้าเปียกชื้น ซึ่งจะเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างดี ชนิดของกระแสไฟฟ้าถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง เช่น จากแบตเตอรี่หรือถ่านไฟจะทำอันตรายได้น้อยกว่าไฟฟ้ากระแสสลับ เช่น ไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือน ตำแหน่งที่สัมผัสกระแสไฟฟ้าก็มีผลต่ออาการของผู้ประสบอุบัติเหตุเช่นกัน โดยเฉพาะถ้ากระแสไฟฟ้าวิ่งจากแขนลงสู่ปลายเท้า กระแสไฟจะผ่านอวัยวะสำคัญของร่างกาย ได้แก่ หัวใจ ตับ ปอด ซึ่งเป็นอันตรายมาก สำหรับอาการของคนที่ถูกไฟฟ้าดูด เช่น ชัก กล้ามเนื้อเกร็งตัวทั่วร่างกาย การหายใจหยุดชะงัก หัวใจหยุดเต้น หมดสติหรือล้มลงกับพื้น เป็นต้น
การช่วยฟื้นคืนชีพ
             1) ถ้าตรวจพบที่มาของปกระแสไฟฟ้า เช่น สายไฟที่มาจากสะพานไฟให้รีบยกสะพานไฟลง หรือถ้าเป็นสวิตซ์ไฟฟ้า ปลั๊กไฟก็ให้รีบปิดหรือถอดออกทันที เพื่อเป็นการตัดกระแสไฟฟ้า
 
ยกสะพานไฟลง หรือปิดสวิตซ์ไฟฟ้า
ที่มา : http://chaipatrescue.igetweb.com/index.php?mo=3&art=340265
             2) จากนั้นให้ผู้ช่วยเหลือประเมินสถานการณ์ และหาวิธีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุให้ออกจากกระแสไฟฟ้านั้นโดยเร็วด้วยความมีสติรอบคอบ หรือในกรณีที่ไม่สามารถตรวจที่มาของกระแสไฟ หรือตัดกระแสไฟได้ อย่าใช้มือสัมผัสผู้ประสบอุบัติเหตุโดยตรง เพราะจะทำให้ถูกไฟฟ้าดูดไปด้วย ซึ่งต้องหาวัสดุช่วยเหลือ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ให้ใช้ไม้แห้งเขี่ยสายไฟออกจากตัวผู้ประสบอุบัติเหตุหรือถ้ากรณีที่สายไฟพันตัวผู้ประสบอุบัติเหตุต้องใช้ผ้าแห้งหรือเชือกดึงตัวออกมา นอกจากนี้ต้องรู้จักวิธีการประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือด้วย เช่น สถานที่เกิดเหตุมีความชื้นแฉะต้องหาแผ่นยาง หรือวัสดุแห้งที่เป็นฉนวนกันไฟฟ้ามารองเท้าเอาไว้
 
ใช้ไม้แห้งเขี่ยสายไฟออกจากตัวผู้ประสบอุบัติเหตุ
ที่มา : http://chaipatrescue.igetweb.com/index.php?mo=3&art=340265
             3) หลังช่วยเหลือให้พ้นกระแสไฟฟ้าแล้ว ควรตรวจสอบการหายใจ คลำชีพจรทันที ถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจ ถ้าคลำชีพจรไม่พบต้องปฏิบัติการนวดหัวใจ
 
ตรวจสอบการหายใจ
ที่มา : http://chaipatrescue.igetweb.com/index.php?mo=3&art=340265
             4) ให้ความอบอุ่นร่างกายแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุด้วยการหาเสื้อหนาๆ หรือผ้าห่มมาคลุมแล้วรีบนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งสถานพยาบาลโดยเร็ว



การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุจากภาวะหัวใจวาย

สาเหตุ 
หัวใจวายเป็นอาการที่เกิดจากหัวใจสูญเสียหน้าที่การทำงาน ส่งผลให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ              อาการหัวใจวายแตกต่างจากอาการหัวใจหยุดเต้น เพราะเกิดพยาธิสภาพผิดปกติที่กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ส่วนหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น เป็นลม หมดสติ ถูกไฟฟ้าดูด หรือสำลักควันไฟ เป็นต้น
สาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย ได้แก่ เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคความดันเลือดสูง เป็นต้น
อาการ
หัวใจวายเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน และแบ่งลักษณะการล้มเหลวของหัวใจออกเป็น ลักษณะที่แตกต่างกัน คือ หัวใจด้านซ้ายล้มเหลว ซึ่งทั้ง ห้อง (บนและล่าง) มีหน้าที่สำคัญในการรับเลือดดีจากปอดสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย หากหัวใจด้านนี้ล้มเหลวจะทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ จึงทำให้มีเลือดคั่งในปอด เกิดภาวะที่เรียกว่า น้ำท่วมปอด (pulmonary edema) ส่วนหัวใจด้านขวา ทำหน้าที่รับเลือดเสียจากการถูกใช้แล้วเพื่อส่งไปฟอกที่ปอด หากหัวใจด้านนี้ล้มเหลวจะทำให้เกิดภาวะคั่งของเสีย และมีอาการบวมโดยเฉพาะที่เท้า นอกจากนี้อาการอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก บางครั้งถ้าอาการกำเริบรุนแรงมากอาจช็อกหรือหมดสติได้
 การช่วยฟื้นคืนชีพ
             1) ผู้ช่วยเหลือสังเกตอาการที่พบ ถ้าผู้ประสบอุบัติเหตุยังรู้สึกตัวดี เจ็บหน้าอกเล็กน้อยหรือรู้สึกไม่มีแรงควรช่วยพยุงให้ได้พักผ่อนจนร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลสักครู่
             2) ถ้าผู้ช่วยเหลือพบว่า ผู้ประสบอุบัติเหตุมีอาการรุนแรง เช่น นอกสลบไม่รู้สึกตัว ต้องตรวจสอบการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจด้วยวิธีการเป่าปาก และตรวจชีพจร ถ้าคลำไม่พบชีพจร แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจทันที
             3) รีบนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งสถานพยาบาลโดยเร็ว






              
การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุจากภาวะทางเดินหายใจอุดตัน

สาเหตุ 
ทางเดินหายใจอุดตันเกิดจากการมีวัสดุแปลกปลอมเข้าไปขัดขวาง หรืออุดตันทางเดินหายใจ เช่นเศษอาหาร เม็ดพลาสติก ฟันปลอมชนิดถอดได้ ดินโคลน หรือวัสดุอื่นๆ ที่นำเขาปากได้ ทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าออกสู่ปอดได้สะดวก และถ้าอุดตันมากจนไม่สามารถหายใจได้อาจทำให้เสียชีวิต
อาการ 
อาการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขาดอากาศหายใจ ทำให้อวัยวะต่างๆขาดก๊าซออกซิเจน เช่น สมอง หัวใจ หรือปอด อาการที่พอได้แก่ กระสับกระส่าย หน้าตาเขียวคล้ำ หายใจไม่ออก หัวใจหยุดเต้น
การช่วยฟื้นคืนชีพ 
             1) ผู้ช่วยเหลือประเมินสถานการณ์ดูว่าผู้ประสบอุบัติเหตุสามารถสำลักหรือไปเอาสิ่งแปลกปลอมให้หลุดออกมาได้ด้วยตนเองหรือไม่ ถ้าสามารถสำลักหรือไอเอาสิ่งแปลกปลอมออกมาจากลำคอได้ให้จัดผู้ประสบอุบัติเหตุพักผ่อนตามความเหมาะสม
             2) กรณีที่วัสดุแปลกปลอมยังติดอยู่ในคอให้รีบช่วยเหลือทันทีโดยอาจใช้มือช่วยล้วงเอาออกถ้ามองไม่เห็นว่าวัสดุแปลกปลอมนั้นอยู่ตื้น แต่มีข้อควรระมัดระวัง คือการใช้มือล้วงนี้ไม่ควรปฏิบัติในเด็ก เพราะอาจทำให้วัสดุแปลกปลอมเข้าไปอยู่ลึกในลำคอมากขึ้น ควรหลักเลี่ยงใช้วิธีอื่น
             3) กรณีที่วัสดุแปลกปลอมประเมินได้ว่า วัสดุแปลกปลอมนั้นอยู่ลึกภายในลำคอมากต้องให้การช่วยเหลือดังนี้
กรณีเป็นผู้ใหญ่และยังรู้สึกตัว ผู้ช่วยเหลือเข้าด้านหลังผู้ประสบอุบัติเหตุ พยุงลำตัวผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ จากนั้นกำมือขวาวางลงบนหน้าท้องเหนือสะดือของผู้ประสบอุบัติเหตุโดยให้ลักษณะนิ้วหัวแม่มือแนบชิดกับท้อง แล้วใช้มือซ้ายมาวางขัดกันไว้ให้แน่นพอประมาณ จากนั้นใช้แรงกดลงบนหน้าท้องและดันขึ้นจะทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุสำลักเอาวัสดุแปลกปลอมออกมาได้
 
วิธีการช่วยเหลือนำวัสดุแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจในผู้ใหญ่
 กรณีเป็นเด็กเล็ก ให้จับตัวเด็กวางบนตัก โดยจัดศีรษะห้อยต่ำลง จากนั้นใช้ส้นมือตบหลังบริเวณสะบัก 4-5 ครั้ง ส่วนทารก ให้จับตัววางบนท้องแขนแล้วใช้ส้นมือตบแรงพอประมาณบริเวณสะบักเช่นเดียวกัน 4-5 ครั้ง จะทำให้ไอหรือสำลักนำวัสดุแปลกปลอมออกมาได้
วิธีการช่วยเหลือนำวัสดุแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจในเด็ก
4.             ตรวจการหายใจและคลำชีพจรเพิ่มเติม ถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจ หรือถ้าคลำชีพจรไม่พบร่วมด้วยให้ปฏิบัติการนวดหัวใจ จากนั้นให้รีบนำส่งสถานพยาบาล

วิธีจัดการกับความเครียด
 
การจะจัดการกับความเครียด ท่านต้องหาว่าความเครียดเกิดจากสาเหตุใด และร่างกายเราตอบสนองต่อความเครียดนั้นอย่างไร ขั้นตอนต่อมาต้องเรียนรู้ วิธีการจัดการเกี่ยวกับความเครียดซึ่งมีวิธีดังนี้
  1. ค้นหาปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียด  เป็นข้อที่สำคัญที่สุด หากไม่ทราบสาเหตุ ก็ไม่สามารถป้องกันได้ บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าเครียดจากอะไร  ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวเองสิว่าชีวิตประจำวันของท่านมีอะไรบ้างที่ท่านเบื่อ เช่นการพูดคุยกับภรรยา การอาบน้ำลูก รถติด งานเร่ง งานน่าเบื่อ งานมาก บทบาทไม่ชัดเจนฯลฯ ท่านลองสำรวจอาการของท่านเมื่อพบสิ่งที่ไม่ชอบหรือน่าเบื่อ เช่นโกรธ เบื่อ ท้อแท้ ปวดศีรษะ เหล่านี้คือเหตุที่ให้เกิดความเครียด ปัจจัยใดที่ทำให้ท่าเครียดที่สุด ภาวะใดที่ท่านกลัวมาก ท่านอาจจะจดลงในสมุดบันทึกเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด อาการที่แสดงออก หลังจากที่ทราบสาเหตุแล้วก็ลองแก้ไข หากบางสิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ให้หลีกเลี่ยงเช่นบางท่านไม่ชอบการเมืองก็ไม่ต้องดูข่าวหรือพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง
2.           การป้องกันหลังจากทราบสาเหตุแล้วการป้องกันความเครียดจะเป็นวิธีที่ไม่ให้เกิดความเครียดซึ่งมีวิธีการต่างๆดังนี้ การเตรียมตัวเพื่อรับความเครียดสามารถทำได้ดังนี้
1.             การวางแผน เมื่อเกิดปัญหาหรือความเครียดพยายามตั้งสติและใช้ปัญญาหาทางแก้ไข
  • เมื่อมีปัญหาพยายามหาทางเลือกหลายๆทาง และเลือกทางแก้ที่ดีที่สุด
  • ขณะทำงานก็วางแผนอนาคตไปด้วย ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้และท้าทายการตั้งเป้าหมายเกินความสามารถเล็กน้อยจะเป็นการท้าทาย หากทำสำเร็จก็จะเกิดความภูมิใจความมั่นใจในตัวเองก็จะตามมา
  • ตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผลซึ่งจะทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะกระทำ หากตั้งเป้าเกินความจริงจะทำให้เกิดความเครียด หากต้องการประสบความสำเร็จต้องพัฒนาความสามารถเพิ่ม แต่ถ้าไม่พยายามก็ไม่ประสบผลสำเร็จความเครียดก็จะเกิดตามมาและในที่สุดก็เลิกไปเอง
  • จัดลำดับความสำคัญ และความเร่งด่วนของงาน งานที่สำคัญอาจจะไม่ใช่งานที่เร่งด่วนก็ได้ ให้ทำงานที่เร่งด่วนก่อน และก็ไปงานที่สำคัญ ขณะทำงานก็อย่ากังวลงานที่ยังไม่ได้ทำ ให้ทำงานที่ยากที่สุดก่อนงานอื่น
  • กระจายงานให้แก่คนที่เหมาะสมโดยแบ่งงานเป็นส่วนแล้วกระจายงานออกไป
2.           การสื่อสาร การสื่อสารจะช่วยลดความขัดแย้ง
  • ใช้เหตุผลในการสื่อสาร การใช้เหตุผลจะทำให้เพื่อนร่วมงานได้เสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข คนส่วนให้ต้องการแก้ปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น การใช้เหตุจะทำให้เพื่อนร่วมงานยอมรับและให้ความร่วมมือ ห้ามใช้ความก้าวร้าว
  • พูดความจริง การพูดความจริงจะมีความเครียดน้อยกว่าการโกหก
  • แก้ไขความขัดแย้ง เมื่อเกิดความขัดแย้งให้จับเข่าแก้ปัญหา และเมื่อได้ข้อสรุปจงลืมว่าปัญหาเกิดจากใคร และอย่าเครียดแค้น
  • ให้เป็นนักฟังที่ดี ไม่มีใครที่สามารถเรียนรู้ขณะที่ตัวเองกำลังพูด การเป็นผู้ฟังที่ดีจะได้แนวความคิดใหม่        การเป็นผู้ฟังที่ดีมิใช่คุณจะต้องเชื่อทุกอย่างเป็นเพียงคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งช่วยในการตัดสินใจ
3.             การเปลี่ยนมุมมองคนบางคนมองวิกฤติเป็นโอกาส น้ำครึ่งแก้วบางคนมองเหลืออีกครึ่งหนึ่ง
4.             การผักผ่อน การนอนพักผ่อนอย่างพอเพียงวันละ 7-8 ชั่วโมงจะทำให้ลดความวิตกกังวลได้
5.             เมื่อเกิดปัญหาให้ควบคุมอารมณ์ให้สงบ ให้หยุดงานที่ทำอยู่ หายใจเข้าลึกๆ หรือหลีกหนีไปเดิน 15 นาที
6.             ให้นึกถึงผลเสียที่จะเกิด ผลเสียหายอย่างแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็นึกถึงโอกาสที่จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
3.           แก้ไข แม้ว่าเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความเครียด แต่เราสามารถลดโรคที่เกิดจากความเครียดโดย
1.             ปรึกษากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานจะช่วยท่านมองปัญหาในแง่มุมอื่นๆ   ท่านจำเป็นต้องบอกเพื่อนร่วมงานว่าบางสิ่งไม่สามารถทำได้ ต้องรู้จักปฏิเสธ ท่านอาจจะต้องลดงานพิเศษบางอย่างขณะเกิดความเครียด ท่านต้องเคารพตัวเองไม่เอาเปรียบตัวเอง ไม่ทำงานเกินความสามารถตัวเอง ไม่ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน การทำงานต้องมีขอบเขตหากมิเช่นนั้นท่านอาจจะเป็นผู้ปกครองที่ไม่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี ต้องสามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ดี เมื่อโกรธก็หาสิ่งที่ชอบทำเช่นการฟังเพลง การเดิน
2.             อย่าซึมเศร้า เมื่อท่านมีโรคประจำตัวหรือประสบกับความผิดหวัง ท่านอาจจะหมดกำลังใจ ซึมเศร้า ชีวิตนี้ไม่มีความหวังอีกแล้ว อาการซึมเศร้าจะทำให้ท่านประสบกับความทุกข์ยากและทำให้อาการเจ็บปวดเพิ่มขึ้น ท่านอาจจะคิดว่า "ทำไมต้องเป็นเรา" "ทำไมเราถึงต้องทำสิ่งนั้น" "ทำไมเราทำสิ่งนั้นไม่ได้"คนปกติทุกคนจะคิดเหมือนกัน ท่านต้องทำใจและพยายามแก้ไข
3.             ทำชีวิตให้สบายๆอย่าทำชีวิตให้วุ่นวาย ทำตัวสบายๆงานที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องทำเลือกงานที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน หรืองานประจำทำให้เสร็จแล้วจึงเลือกงานที่น่าเบื่อทำต่อ
4.             เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ให้พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสุข
5.             บริหารเวลาให้เหมาะสม จัดลำดับความสำคัญของงานให้ทำงานที่หนักเมื่อรู้สึกสบายหรือทำในตอนเช้า จัดเวลาสำหรับพักด้วย
6.             ให้ทำงานที่ละอย่างจนสำเร็จโดยการตั้งเป้าหมายในแต่ละวัน การตั้งเป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นงานอาจจะเป็นงานอดิเรกก็ได้เมื่อได้กระทำสำเร็จจะเกิดความภูมิใจ
7.             เมื่อไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ปรึกษาแพทย์
  • ยอมรับความจริงว่าท่านสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แต่ท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่น เพราะหากท่านคิดเปลี่ยนแปลงคนอื่นแล้วไม่สำเร็จท่านก็จะเกิดความเครียด
  • ยอมรับความจริงว่าคนทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบต้องมีข้อบกพร่องยอมรับกับข้อบกพร่องความเครียดจะน้อยลง หลายคนคาดหวังว่าคนใช้จะสามารถทำงานได้ดีเท่ากับที่ตัวเองทำ เมื่อคนใช้ทำไม่ได้ก็เกิดความเครียด
  • สร้างอารมณ์ขันให้กับตัวเองโดยเฉพาะเมื่อเวลาเกิดความเครียด ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเครียดแนะนำให้หัวเราะเมื่อมีความเครียด โดยจัดเวลาสำหรับงานบันเทิง คุยเรื่องตลกกับเพื่อนหรือดูตลก การหัวเราะจะช่วยลดความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี อย่าปล่อยให้ตัวท่านตึงเครียดมืดมน มองโลกในแง่ดี
  • ให้นึกว่าท่านสามารถเรียนรู้บางสิ่งจากเหตุการณ์ทุกอย่าง
  • หลีกเลี่ยงความเครียดเล็กน้อย เช่นรถติดก็ออกจากบ้านให้เช้าขึ้น หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น
  • หลีกเลี่ยงหรืออยู่ห่างๆบุคคลที่ทำให้ท่านเครียด เช่นแฟนที่ขี้บ่น เจ้านายที่จุกจิก
  • หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบงานที่มากเกินไป
  • เมื่อมีความเครียดให้หยุดงานสักพักและหลีกหนีจากสถานการณ์ที่ทำให้คุณเครียด
  • หลีกเลี่ยงการถกเถียงประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือประเด็นที่หาข้อสรุปไม่ได้
6.           การปรับเปลี่ยนเป็นการปรับเปลี่ยนขบวนความคิดและการปฏิบัติตนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
  • ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในแง่ดีเสมอไม่พยายามมองโลกในแง่ร้าย ทุกปัญหามีทางออก เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โลกมี่ทั้งกลางวันและกลางคืน หาหนทางที่จะพลิกสถานการณ์
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รู้จักปฏิเสธในส่วนไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเอง ลดความรีบร้อน หัดทำงานให้เสร็จที่ละอย่าง หัดกระจายงานสู่ผู้อื่น หางานอดิเรกทำที่ทำให้หายเบื่อ
  • ปรับเปลี่ยนสภาพทำงาน ปรึกษากันเพื่อลดข้อขัดแย้งในการทำงาน กำหนดความรับผิดชอบของแต่ละคน กำหนดเจ้านายให้แน่นอน กำหนดกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการทำงาน มีระบบให้คำปรึกษาเรื่องความเครียด
  • ปรับเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเอง หัดสร้างอารมณ์ขันในภาวะที่เครียด ยอมรับคำตำนิ รู้จักผ่อนคลายเครียด
7.           วิธีการผ่อนคลายความเครียดวิธีคลายเครียดเป็นวิธีที่จะผ่อนคลายอาการที่เกิดจากความเครียด
หากคุณเรียนรู้เรื่องความเครียด คุณสามารถรู้ถึงอาการแสดงของความเครียดที่เริ่มเป็น และสามารผ่อนคลายความเครียดเพียงแค่ 2-3 นาท ีโดยสามารถทำได้ทุกแห่ง แต่การผ่อนคลายสามารถลดความเครียดได้ชั่วขณะ ถ้าปัญหานั้นยังคงอยู่ ท่านต้องเผชิญกับปัญหาและหาทางแก้ไข ความเครียดจึงหมดไป วิธีผ่อนคลายความเครียดสามารถทำได้หลายวิธี
1.   การคลายกล้ามเนื้อ Progressive relaxation โดยการนั่งหรือนอนราบเกร็งกล้ามเนื้อแต่ละส่วน โดยเริ่มจากกล้ามเนื้อหน้า ไหล่ แขน หน้าอก หลัง ท้อง ต้นขา ขา และเท้า โดยการเกร็ง3-4 วินาทีสลับกับการคลายกล้ามเนื้อ ทำทีละมัด สังเกตการเปลี่ยนแปลงระวังการเกร็ง และการคลายกล้ามเนื้อจะพบว่าเมื่อคลายกล้ามเนื้อ จะมีอาการร้อนบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น ฝึกบ่อยๆจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดี 
  • หลับตาลงสองข้าง
  • มุ่งความสนใจไปที่เท้าสองข้าง
  • หายใจเข้าและเกร็งกล้ามเนื้อทั้งหมดที่เท้าจนตึง
  • ให้คงอย่างนั้น 3-4 วินาที โดยที่ยังหายใจเข้าอยู่
  • จากนั้นให้ผ่อนหายใจออกช้าๆและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เท้า
  • เมื่อผ่อนคลายเสร็จคุณจะรู้สึกตึงๆกล้ามเนื้อเท้า
  • จากนั้นมุ่งไปยังกล้ามเนื้อน่องทั้งสองข้าง
  • ให้ทำแบบนี้กับกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ต้นขา สะโพก ช่องท้อง หน้าอก ไหล่ คอ หน้า
2.             การหายใจลึกๆ (Deep braething)จะเป็นวิธีที่คลายความเครียดอย่างได้ผลโดยการนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้ มือวางบนตัก หายใจเข้าทางจมูกช้าๆให้เต็มปอดนับ 1-10กลั้นหายใจ 2-3 วินาทีแล้วจึงหายใจออกทางปากช้าๆ โดยระยะเวลาหายใจออกเป็นสองเท่าของหายใจเข้าทำสลับกัน 5-10 ครั้ง
3.             การทำสมาธิ Meditation เป็นวิธีการที่ชาวเอเชียชอบใช้ เป็นการลดความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น การทำสมาธิจะสามารถลดระดับความดันโลหิต ชีพขจรช้าลง บางคนแนะนำให้ทำสมาธฺทุกวันก่อนเข้านอนเป็นเวลา 20 นาที วิธีการทำสมาธิ โดยการนั่งขัดสมาธิ์กำหนดลมหายใจเข้าและออก
4.             การยืดกล้ามเนื้อ (stretching) เมื่ออายุมากขึ้น หรือไม่ได้ออกกำลังกายข้อต่างๆจะเริ่มติด การบริหารแบบยืดข้อจะป้องกันข้อติด ให้ทำบ่อยๆ
5.             การใช้จิตนาการ โดยการหลับตาคิดถึงเรื่องที่มีความสุข หรือสถานที่ทีชอบ จิตนาการเรื่องดีๆ หรืออาจจะใช้การมองภาพสถานที่ที่ชอบหรือภาพที่มีความสุขแล้วจินตนาการ ซึ่งจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย
8.           การสร้างความมั่นใจในตัวเอง self-esteemความเชื่อมั่นตนเองและรู้คุณค่าตัวเองเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต ลำพังความคิดอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นใจในตัวเองได้ ความมั่นใจจะเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเราตาย ความมั่นใจจะกระทบต่อการตัดสินใจดังนั้นทุกคนความสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างของความมั่นใจเช่นหากคนจะเปลี่ยนอาชีพเขาจะต้องมั่นใจในตัวเองหรือมีคนอื่นเห็นถึงความสามารถของเขาที่จะทำให้ให้สำเร็จ เมื่อมีความผิดหวังหรือความเครียดความมั่นใจหรือเชื่อมั่นในตัวเองจะช่วยให้แก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านไปด้วยดี
  • ครอบครัวซึ่งมีความมั่นใจหรือเชื่อมั่นในตัวเองสูงความมั่นใจของลูกก็จะสูง
  • การพัฒนาความมั่นใจของเด็กจะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กได้เล่นกับเพื่อน
  • ผู้ที่มีความมั่นใจสูงมักจะไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ดื่มสุราหรือติดยาเสพติด
  • เด็กหญิงวัยรุ่นที่มีความมั่นใจสูงมักจะไม่ประพฤติผิดประเพณี
  • ความมั่นใจเป็นลักษณะของแต่ละคนไม่สามารถที่จะให้กันได้แต่สามารถฝึกฝนได้



9.            การออกกำลังกาย การออกกำลังหมายถึงกิจกรรมที่ทีกระทำแล้วทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความฟิต การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง
การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง
หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกาย อาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป
เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย
10.  อาหารสุขภาพหมายถึงอาหารที่เมื่อรับเข้าไปแล้วน้ำหนักจะต้องอยู่ในเกฑ์ปรกติ ไม่เป็นโรคเรื้อรัง โดยการเพิ่มอาหารผักและผลไม้ ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน
อาหารสุขภาพ
องค์การอนามัยโรคได้นิยามเรื่องอาหารสุขภาพว่า การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ร่วมกับการไม่ออกกำลังกายจะเป็นบ่อเกิดโรคเรื้อรัง องค์การอนามัยโลกได้แนะนำอาหารสุขภาพดังนี้
  • รับประทานอาหารที่สมดุลและมีน้ำหนักที่ปรกติ
  • ให้ลดอาหารไขมัน และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว Saturated fat,Transfatty acid
  • ให้รับประทานอาหารพวกผัก ผลไม้ ธัญพืขเพิ่มมากขึ้น
  • ลดอาหารที่มีน้ำตาล
  • ลดอาหารเค็ม
สำหรับ National Health Service (NHS)ของประเทศอังกฤษได้นิยามอาหารสุขภาพไว้ว่า มีสองปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงได้แก่
  • รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสมดุลกับพลังงานที่ใช้
  • รับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย
NHSจึงได้กำหนดแนวทางอาหารสุขภาพไว้ดังนี้
  • ทุกท่านต้องรู้จักจานอาหารสุขภาพซึ่งมีอาหารทั้งหมด 5 หมู่
  • ในจานอาหารสุขภาพจะบอกเราว่าควรจะรับประทานอาหารให้มีสัดส่วนอย่างไร
สำหรับสมาคมโรคหัวใจประเทศอเมริกาได้กำหนดอาหารสุขภาพไว้ดังนี้
1.             รับประทานผักและผลไม้เพิ่ม.โดยตั้งเป้าให้รับผักและผลไม้วันละ 4-5ส่วนทุกวัน
2.             ให้รับประทานธัญพืชเพิ่มEat more whole-grain foods.เนื่องจากผักและผลไม้มีไขมันต่ำ ใยอาหารสูงได้แก่  Whole-grain foods include whole-wheat bread, rye bread, brown rice and whole-grain cereal.
3.             ให้ใช้น้ำมัน olive, canola, corn or safflower oil สำหรับปรุงอาหารและจำกัดจำนวนที่ใช้ 
4.             รับประทานไก่ ปลา ถั่วมากกว่าเนื้อแดง เนื่องจากไก่ที่ไม่มีหนัง ปลา ถั่วจะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าเนื้อแดง.
  1. อ่านฉลากก่อนซื้อหรือรับประทานทุกครั้งเพื่อเลือกอาหารที่มีคุณภาพ
11.  พักผ่อนอย่างเพียงพอ ความต้องการการนอนไม่เท่ากันในแต่ละคนขึ้นกับอายุ ทารกต้องการนอนวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่คนบางคนก็อาจจะต้องการนอนน้อยเหลือเพียงวันละ ชั่วโมง หากนอนไม่พอร่างกายต้องการการนอนเพิ่มในวันรุ่งขึ้นเราอาจจะทราบว่านอนไม่พอโดยดูจาก
  • เวลาทำงานคุณมีอาการง่วงหรือซึมตลอดวัน
  • อารมณ์แกว่งโกรธง่ายโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอกับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน
  • หลับภายใน นาทีหลังจากนอน
  • บางคนอาจจะหลับขณะตื่นโดยที่ไม่รู้ตัว
ทั้งหมดเป็นการแสดงว่าคุณนอนไม่พอคุณต้องเพิ่มเวลานอนหรือเพิ่มคุณภาพของการนอน
ร่างกายเราเหมือนเครื่องจักรทำงานตลอดเวลาการนอนเหมือนให้เครื่องจักรได้หยุดทำงาน สะสมพลังงานและขับของเสียออก การนอนจึงจำเป็นสำหรับร่างกายมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีการศึกษาว่าการนอนไม่พอจะมีอันตรายการประสานระหว่างมือและตาจะเหมือนกับผู้ที่ได้รับสารพิษ ผู้ที่นอนไม่พอหากดื่มสุราจะทำให้ความสามารถลดลงอ่อนเพลียมาก การดื่มกาแฟก็ไม่สามารถทำให้หายง่วงมีการทดลองในหนูพบว่าหากนอนไม่พอหนูจะมีอายุสั้น ภูมิคุ้มกันต่ำลง สำหรับคนหากนอนไม่พอจะมีอาการง่วงและไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ความสามารถในการคำนวณด้อยลง หากยังนอนไม่พอจะมีอาการภาพหลอน อารมณ์จะแกว่ง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอุบัติต่างๆ เชื่อว่าเซลล์สมองหากไม่ได้นอนจะขาดพลังงานและมีของเสียคั่ง นอกจากนั้นการนอนหลับสนิทจะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (growth hormone)





ผลกระทบของความรุนแรงต่อครอบครัว





      สัมพันธภาพอันดีของมนุษย์เกิดจากสถาบันพื้นฐานของสังคม คือครอบครัว ปัจจุบันทุกๆ จุดของสังคมมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางแก้ปัญหา ตั้งแต่ระดับนักการเมืองจนถึงชาวบ้าน เรียกได้ว่า แทบไม่มีความปราณีต่อแก่กัน ประหนึ่งชีวิตของผู้อื่นไม่มีค่า





       อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาแรงนี้จะเกิดขึ้นได้ชั่วขณะ เมื่อผ่านพ้นไปแล้วทุกคนต่างไม่ประสงค์ที่จะใช้ความรุนแรง อีกด้วยรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกขายหน้า ถ้าได้รับฟังคำพูดที่กระตุ้นเตือนคุณธรรมที่มีอยู่ในใจ ก็จะเกิดความเมตตากรุณาขึ้นมาในใจ แต่ความรุนแรงกลุ่มหนึ่งซึ่งน่ากลัว เป็นอภัยต่อสังคม เป็นอันตรายต่อชีวิต คือความรุนแรงต่อครอบครัว ซึ่งที่เกิดบ่อยๆ คือ การลงโทษลูกด้วยความรุนแรง ใช้วิธีข่มขู่ด้วยอารมณ์ การกล่าววาจาที่รุนแรง เหน็บแนม ให้ได้อายและความขัดแย้งกันระหว่างพ่อ-แม่ หรือระหว่างสมาชิกอื่นที่เป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว ทำให้เด็กแลเห็นตัวอย่างของการตัดสินปัญหาด้วยความรุนแรงเข้าไว้เป็นประสบการณ์ และนำมาใช้ในวิถีชีวิตของตน ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ แบ่งเป็นผลกระทบระยะสั้น และผลกระทบระยะยาว


        ผลกระทบระยะสั้น ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ จะหงุดหงิด ไม่มีความสุข เลี้ยงยาก หวาดผวาเมื่อผู้ที่ลงโทษมาใกล้ บางรายหงอย ซึม ไม่สนใจเล่น ไม่แจ่มใส ถ้าโตขึ้นจะมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ไม่มีความสุข โกรธนาน โกรธเพื่อน ระงับความโกรธไม่ได้ ใช้ความรุนแรงกับเพื่อน น้องหรือเลี้ยงสัตว์ หากกับเด็กโต นอกจากจะหงุดหงิดง่าย ไม่สุขสบายส่งผลให้ระบบการเรียนต่ำลง สมาธิและความสนใจลดลง เบื่อหน่าย ไม่ยากเรียน มีแนวโน้มจะขัดคำสั่งครู ไม่ยอมทำตามกฎระเบียบของโรงเรียนและสังคม





        ผลกระทบระยะยาว เด็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยวิธีรุนแรง หรืออยู่ในบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจะรู้สึกว่าสังคมแรกคือ สังคมในบ้านเป็นสิ่งไม่ดี และจะมีแนวโน้มแง่ร้าย นิยมความก้าวร้าวรุนแรง ดังนั้นเด็กที่ได้รับความรุนแรงอย่างมากๆ จะมีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม



        ความรุนแรงในครอบครัวมีผลเสียต่อจิตใจ และพัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพของเด็กซึ่งถ้าเราไม่ช่วยกันลดการใช้ความรุนแรงในครอบครัวให้หมดไป หรือลดน้อยลง ในที่สุดเราก็ได้ประชากรที่นิยมความรุนแรง การเดินถนนของเราคงจะไม่มีความปลอดภัยแล้ว และถ้าใช้ความรุนแรงกับลูกของเรา ลูกของเราก็ใช้ความรุนแรงกับหลานแหลนของเราต่อไปดังนั้นเรามาอยู่ด้วยกันด้วยความรัก ความเมตตา ลูกๆ ก็จะมีความสุข
และในที่สุด สังคมประเทศชาติก็จะมีความสุขด้วย

แนวทางการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคม
ความขัดแย้งของบุคคลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้   แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องหาวิธีการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติและสร้างสรรค์   เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงในสังคม   อันอาจจะก่อให้เกิดการใช้กำลังทำร้ายกันซึ่งจะนำไปสู่การบาดเจ็บ  และความสูญเสียสุขภาพหรือถึงแก่ชีวิต
ความหมายและประเภทของความรุนแรงในสังคม
ความรุนแรง   หมายถึง     การใช้กำลัง  วาจา   โดยเจตนาเพื่อข่มขู่    คุกคาม   หรือลงมือกระทำ   ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น   กลุ่มคนหรือชุมชน ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ   เสียชีวิต   หรือได้รับผลกระทบทั้งทางกายและจิตใจ  หรือทำให้ผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะยากลำบาก
ประเภทความรุนแรงในสังคม
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป   ได้แก่
ความรุนแรงในครอบครัว
เป็นการกระทำทารุณหรือทำร้ายบุคคลในครอบครัวเดียวกัน   เกิดได้ใน  2  ลักษณะ   ได้แก่  ผู้ใหญ่เป็นผู้กระทำ    เช่น   การทำร้ายคู่ครอง   การทำร้ายผู้สูงอายุ   และกรทำร้ายเด็ก   และเด็กเป็นผู้กระทำ    ได้แก่   การทำร้ายพี่น้อง   และการทำร้ายผู้ใหญ่
ความรุนแรงในชุมชนหรือสังคม
เป็นความรุนแรงที่เกิดและส่งผลกระทบต่อบุคคลในสังคม   รวมถึงการชกต่อย  ตบ  ตี   กักขังหน่วงเหนี่ยว    การกลั่นแกล้งด้วยวิธีต่างๆ   การทอดทิ้ง    การประทุษร้ายต่อทรัพย์    การทำร้ายร่างกาย    การข่มขืนกระทำชำเรา   การฆ่าและพยายามฆ่า
      ความรุนแรงในสังคม
ความรุนแรงในโรงเรียน  เช่นการทำร้ายกัน   ยกพวกตีกันในโรงเรียนและตีกันระหว่างโรงเรียน   เด็กเล็กถูกเด็กโตรังแก  ข่มขู่เอาเงิน   หรือสิ่งของมีค่า   นักเรียนยิงกัน
ปัญหาความรุนแรง
    ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมรมากมายและพบเห็นทั่วไป   เกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย  ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่   เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์   หรือโทรทัศน์อยู่เสมอๆ   ได้แก่
1.   การถูกทอดทิ้ง ดังจะพบในข่าวตามสื่อมวลชนต่างๆ   อยู่เสมอว่าเด็กแรกเกิดถูกนำไปทิ้งในที่สาธารณะต่างๆ เด็กเล็กถูกทอดทิ้งไม่ดูแลเอาใจใส่
2.  เด็กถูกทำร้าย   เด็กจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานมากและหนักเกินกำลัง   ถูกทารุณ   ถูกทุบตีถ้าทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย   บางคนหนีออกจากบ้านกลายเป็นเร่ร่อน     เป็นการทำร้ายทั้งทางกายและจิตใจ
3.   การล่วงละเมิดทางเพศ   มีทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่  ผู้ชาย และผู้หญิง   เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลในครอบครัวในครอบครัว   บางครั้งพ่อกระทำต่อลูกเอง   หรือถูกกระทำจากบุคคลใกล้ชิดหรือคนแปลกหน้า    ถูกล่อล่วงไปข่มขืน   เป็นการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ
4.   การทำร้ายคู่ครอง   เช่น สามีทำร้ายร่างกาย   หรือทำร้ายจิตใจภรรยา   โดยการไปมีผู้หญิงอื่นไม่เลี้ยงดูครอบครัว
5.  ทอดทิ้งผู้สูงอายุ    ผู้สูงอายุที่ฐานะยากจนมักทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและอดอยากไม่มีเงินใช้   ไม่มีอาหาร   ต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมาน
6.  ความรุนแรงในวัยรุ่น   เช่น การทะเลาะวิวาท   ชกต่อย   ทำร้ายกัน   โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากค่านิยมที่เกี่ยวกับสถาบันการศึกษา
7.   ความรุนแรงในสังคม   คนถูกทำร้าย   ถูกแย่งชิงทรัพย์สินตามที่สาธารณะมีมากขึ้นมีผู้ที่ทำร้ายบาดเจ็บและตายเพื่อต้องการทรัพย์สิน   เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเกิดในสังคมมากขึ้น
แนวทางการป้องกัน
หากมีใครโกรธเคือง โต้เถียงกันขึ้น อีกฝ่ายควรหยุดและหลีกเลี่ยงคำพูดยั่วยุส่อเสียด ทั้งทางวาจา สายตา เพราะจะทำให้อีกฝ่ายโกรธมากยิ่งขึ้น หากมีการขว้างปาข้าวของต้องหลบหลีกออกจากสถานการณ์เช่นนั้นไปก่อน
หาโอกาสพูดคุยกันในครอบครัว ปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น พูดคุยด้วยเหตุผล ให้กำลังใจ และหากไม่สามารถควบคุมหรือแก้ปัญหาพฤติกรรมนี้ได้ ควรไปพบจิตแพทย์ เพื่อรับฟังคำแนะนำและนำมาปรับปรุงแก้ไข
ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ครอบครัวควรมีกิจกรรมร่วมกัน มีเวลาพักผ่อนด้วยกันในครอบครัว เช่น ออกกำลังกายด้วยกัน กินอาหารร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น
คนในชุมชน สังคม ต้องเข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขความรุนแรง เพราะปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผู้พบเห็นการ กระทำรุนแรงควรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการต่อไป
ความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่นำความทุกข์ ความเครียด จึงควรหาแนวทางป้องกันแก้ไข เพื่อให้ครอบครัวเกิดความสงบสุข สำหรับผู้กระทำส่วนใหญ่ ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยลดความรุนแรงและเพื่อความสุขของคนในครอบครัว

อ้างอิง
http://www.fire2fight.com/articles.php?article_id=134

ผู้จัดทำ

นางสาวกมลชนก แสนอรนทร์ เลขที่ 3
นางสาวจินตนา จับเทียน เลขที่ 7
นางสาวฐิติพร ท้วมเพ็ง เลขที่ 8
นางสาววันวิสาข์ จิตเอกะ เลขที่ 18
นายวรภาส เขียวเกษม เลขที่ 29